บทที่ 23 เก่า Vs ใหม่ (06)

“คะ…คุณกิตติ” หญิงสาวสะอึกสะอื้นร้องขอความช่วยเหลือจากกิตติ ใจจริงอยากจะโทรหาเพื่อนรักเช่น เพียงดิน แต่ทว่าอีกฝ่ายได้เดินทางกลับไปยังอเมริกาเรียบร้อยแล้ว ที่พึ่งของหล่อนตอนนี้มีเพียงแค่กิตติ ส่วนธีมะนะหรือ ไม่กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ

             ในด้านกิตติที่รับโทรศัพท์ก็ขมวดคิ้วสงสัย ก่อนกระเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอน รีบกระชากรถออกด้วยความไว ด้วยความเป็นห่วงต่อผู้หญิงของนาย

             “ลากฉันออกมาทำไมกันคะคุณกฤต”

             คุณหญิงเอื้องคำร้องถามอย่างไม่รู้ซึ่งเหตุผล ออกอาการหงุดหงิดใส่สามีเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงเงินก้อนโตก็ฉีกยิ้มหน้าบาน

             “คุณกำลังจะทำอะไรคุณหญิง ตอบผมมาสิ” กฤตต้องพยายามคุมโทนเสียงไม่ให้สั่น แม้สีหน้าแววตาฉายความเกรี้ยวโกรธ

             “ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรนี่คะ”

             “แล้วคุณพาลูกมาพบเสี่ยกำธรทำไม” คราวนี้น้ำเสียงเริ่มห้วนกระด้าง นัยน์ตาแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็น

             “ก็ฉันกำลังจะหาน้ำบ่อใหม่ให้ครอบครัวเราไงคะคุณ ในเมื่ออีกไม่นานธีมะก็คงหย่าขาดจากยัยนิชา ฉันก็เลยต้องการที่พึ่งใหม่ให้กับเรา” คุณหญิงเอื้องคำพูดอย่างไม่สะท้าน ไม่รู้สึกว่าตนเองทำผิด และไม่เห็นใจหรือเหลียวมองความรู้สึกคนเป็นลูก ในเมื่ออีกฝ่ายติดค้างบุญคุณก็ต้องทดแทน ซึ่งตอบแทนเท่าไหร่คงไม่มีวันหมด

             “คุณหญิง คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร เราเป็นพ่อเป็นแม่ ไม่ใช่แมงดาหรือแม่เล้าที่จะมาขายลูกกินนะ คุณบ้าไปแล้วหรือไง” เขาตวาดกร้าวเพราะเหลืออด ทำสีหน้าผิดหวังสุดขีดใส่ภรรยา อยู่ร่วมกันมาก็นานไม่เคยเห็นมุมร้ายกาจเช่นนี้มาก่อน

             “อย่ามาตวาดใส่ฉันนะคุณกฤต ถ้าไม่ใช่เพราะนังเด็กนั่นมันโง่ ปล่อยให้ตัวเองท้อง ฉันคงไม่ต้องมาลำบากแบกหน้ามาทำเช่นนี้”

             “แต่เราอยู่ได้ แม้ไม่ได้รวยล้นฟ้าเหมือนก่อน และไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกจนกระทั่งต้องขายลูกกิน”

             “แต่ฉันอยากจะกลับไปมีเหมือนก่อน ไม่ใช่แค่วันๆ ใช้แค่เศษเงินเล็กๆ น้อยๆ ฉันอยากจะรวยเข้าใจไหมคุณกฤต และคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาห้ามฉัน เพราะยังไงฉันก็จะประเคนนังเด็กนั่นให้เสี่ยกำธร”

             “แต่เสี่ยมีลูกมีเมียแล้ว” ยามเห็นท่าทีแข็งกร้าวของภรรยา กฤตจึงมีน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่อย่างไรเขาก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้

             “เรื่องนั้นคุณไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก เพราะเสี่ยกำลังจะหย่าขาดจากเมีย ถ้าคุณกลัวลูกเราจะไปเป็นเมียน้อย ไม่ต้องกลัว อย่าไรเสียฉันก็ไม่ยอมให้ผลประโยชน์ของเราลดน้อยลงหรอก ขืนให้ไปเป็นเมียน้อยที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ก็เสียประโยชน์สิ” คนเป็นมารดาพูดออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เล่นเอากฤต ผู้เป็นสามีอึ้งจนตะลึง ลำตัวชาหนึบ มารู้สึกตัวก็เมื่อตอนภรรยาเดินกลับเข้าไปในร้านอาหาร

             นัยน์ตากร้าวกระด้างกรุ่นด้วยอารมณ์ ลุกวาวโรจน์ทันใดเมื่อย่างเท้ากลับเข้ามาแล้วพบว่า ลูกสาวนอกไส้แผลงฤทธิ์ด้วยการหนีหายไป เล่นเอาเนื้อตัวสั่นระริก เห็นจะมีเพียงกฤตเท่านั้นที่ไม่แสดงอาการร้อนรน ออกจะดีใจเสียด้วยซ้ำ

             “ปล่อยลูกไปเถอะคุณหญิง” เขาร้องบอกต่อภรรยา ศีรษะถูกส่ายนับครั้งไม่ถ้วน

             “หุบปากไปเถอะคุณกฤต ถ้าไม่ช่วยก็อย่ามายุ่ง” หล่อนแหวใส่ หน้าตูมตึง หันมองสีหน้าเสี่ยกำธร ในยามนี้ไม่ต่างกัน เดินไปเวียนมาไม่ต่างจากหนูติดจั่น

“เสี่ยคะ เสี่ยอย่าเพิ่งไปสิคะเสี่ย” คุณหญิงเอื้องคำรีบร้องบอกด้วยน้ำเสียงอ่อน พลันกระโดดไปเกาะแขน

             “คุณหญิงจะให้ผมอยู่รออะไรอีก ในเมื่อลูกของคุณหญิงหนีหายไปแบบนี้” เสี่ยตัณหากลับชักสีหน้าพรืด แสดงความไม่พอใจอย่างเต็มที่ นัยน์ตาฉายแววหงุดหงิด ก่อนสะบัดแขนให้อีกฝ่ายกระเด็นออกห่าง

             “โธ่ๆ อย่าเพิ่งไปสิคะเสี่ย เสี่ย…” ไม่ว่าจะลงเสียงหนักหรือเบา แผ่นหลังท้วมๆ ของเสี่ยกำธรก็ไม่เหลียวหลังกลับมา สร้างความเกรี้ยวกราดแก่คุณหญิงเอื้องคำ ภายในใจคาดโทษนาฏนิชาเอาไว้อย่างอาฆาตมาดร้าย

             ในอีกด้านของร้านอาหาร มุมเล็กๆ มุมหนึ่งที่แสงสว่างริบหรี่ ความมืดปกคลุมไปทั่ว มีร่างระหงนั่งคุดคู้ ร้องไห้ร่ำไร คราบน้ำตาเปรอะเปื้อนพวงแก้ม ไม่ว่าหยดน้ำสีใสเม็ดโตจะไหลรินไปแล้วกี่สิบหยด ความเสียใจที่จู่โจมอย่างกะทันหันก็ไม่ลบเลือนหรือจางหายไปได้เลย

             นัยน์ตากลมโตไม่มีประกายสดใสหลงเหลือ มีแต่ฝ้าน้ำจางๆ ที่รื้นขึ้นมา เสื้อผ้าตัวสวยก็เริ่มชุ่มด้วยน้ำตา ก่อนจะถลาตัวออกไปยามพบเห็นใครบางคน

             “คะ…คุณนิชา” กิตติตั้งตัวแทบไม่ทัน ยามร่างน้อยโผเข้าสู่อ้อมกอด สีหน้าซีดจัดทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายร้องไห้ปานจะขาดใจ สิ่งที่ชายหนุ่มทำได้ในตอนนี้ มีเพียงลูบแผ่นหลังเพื่อปลอบประโลม แล้วรีบพาไปยังรถเบนซ์ของตนเอง

             แม้ล้อทรงกลมจะหมุนเคลื่อนที่สู่ท้องถนนสีเทา ที่ยามนี้ไม่คลาคล่ำด้วยรถในช่วงเวลาเร่งด่วน แต่นาฏนิชาก็ยังไม่อาจกลั้นน้ำตาและความเสียใจ สองมือเล็กกำขยำเนื้อผ้าเพื่อทดแทนความเจ็บ

             ในด้านกิตติทำได้เพียงแค่เฝ้ามอง ต้องเหลือบตาไปจับจ้องแทบทุกห้านาที ด้วยความห่วงใย ก่อนพยายามเร่งความเร็วของรถเพื่อมุ่งหน้าสู่คอนโดมิเนียมของตนเอง ตามคำวอนขอของคนร่ำไห้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป